บทที่ 7 ตอนที่ 4 ข้าไม่มีวันให้อภัยเจ้า! 1
คืนนี้ ต้องขอบคุณแจกันใบนั้นในมือของโม่ซิงเยว่ที่ทำให้หลิวไท่หยางได้สติกลับคืนมา อย่างน้อยตัวเขาก็ยังไม่พลั้งเผลอเปิดปากโพล่งความจริงออกไป
ใช่! เขาจะไม่บอกอะไรแก่นางแม้แต่คำเดียว
ยามนี้เป็นโอกาสอันดีที่เขาจะได้แก้แค้นอย่างสาสม
นางผู้เหยียบย่ำหัวใจอันรักมั่นของเขาจนแหลกเหลวไม่เหลือดี สมควรต้องจ่ายค่าตอบแทนอย่างที่สุด
ภายใต้ใบหน้าหล่อเหลาเรียบเฉยไม่เผยอารมณ์ใด หลิวไท่หยางคิดในใจอย่างร้อนรุ่ม แววตาคมกริบถูกรุมเร้าด้วยเพลิงแค้นสุมทรวง
บนศีรษะของเขามีผ้าสีขาวพันแผลเอาไว้โดยรอบอย่างโดดเด่น ช่างเป็นภาพชวนบาดตาบาดใจให้แก่บ่าวไพร่ผู้ภักดีเหลือเกิน
คราวนี้พ่อบ้านเหิงกระอักเลือดออกมาจริงๆ แล้ว
ทาสสาวซิงเยว่ผู้นั้นเป็นปีศาจจากนรกขุมใดกัน!
และยามนี้ ทาสสาวจากนรกขุมลึกลับของเหิงอันกำลังถูกคุมตัวไปโบยอยู่ในป่าไผ่ของเรือนซักล้างด้านหลัง โทษทัณฑ์ข้อหาที่ทำร้ายเจ้านายเยี่ยงนั้น ...น้อยเสียที่ไหน
ใช้แจกันฟาดผู้เป็นนายจนหัวแตกเลือดอาบเลยนะ!
ซิงเยว่ถูกตีโดยคำสั่งอันเกรี้ยวกราดของเหิงอันทันที
เสียงไม้กระทบเนื้อดังลั่นไปทั่วป่าไผ่ คนโบยมิได้ออมแรงเลยสักเสี้ยว ซิงเยว่กัดปากอดทนจนเลือดซึม
แน่นอนนางเจ็บ...แต่ไม่รู้ว่าทำไมการกรีดร้องหรือแสดงความอ่อนแอออกมา มันเสมือนไม่ใช่นิสัยของนาง
หญิงสาวหลับตาครุ่นคิดลืมแรงเสียดทานกลางหลังและความเจ็บปวดที่แทรกซึมเนื้อหนังไปจนสิ้น
อาจเป็นเพราะนางเกิดมาในครอบครัวที่ยากจน ต้องอดทนทำงานหนักหนาสาหัส
กระทั่งหมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตจนต้องขายตัวเป็นทาส ตามคำบอกเล่าของท่านอาซุนเทียนหัวหน้าผู้ดูแลและควบคุมแรงงานทาสที่ช่วยเหลือนางผู้นั้น
‘เฮ้อ...หนี่เอ๋อร์เอ๋ยหนี่เอ๋อร์ รอบกายเจ้าไม่เหลือใครรอดสักคน เจ้าก็ยังความจำเสื่อมเสียได้ แต่อย่ามัวโทษดินโทษฟ้าเลยเพราะมันคือชะตาชีวิตของเจ้า ข้าช่วยเยียวยารักษาร่างกายจนหายดีแล้วก็อย่าเสียเวลาตอบแทนข้าหรือมัวคิดเคียดแค้นพวกโจรถ่อยที่ปล้นชิงเลย ข้าส่งเจ้าได้แค่นี้ ต่อไปจงใช้ชีวิตอย่างมีสติใคร่ครวญให้ดี พึงระมัดระวังและอดทนให้เหมือนเดิมเถิด บิดามารดาญาติพี่น้องบนสวรรค์จะได้ตายตาหลับ’
ความปวดแสบรวดร้าวแผ่ลามไปทั่วแผ่นหลังบาง นางกำลังมึนงง สองหูอื้ออึง สมองน้อยๆ เริ่มขาวโพลน สติของซิงเยว่เริ่มเลือนรางเต็มที
กระนั้นคำกำชับยังคงดังก้องไม่มีตกหล่น คนผู้หนึ่งสำนึกรู้ว่าต้องอดทนนับแต่ลืมตาขึ้นมาพร้อมความทรงจำที่ว่างเปล่า ไหนเลยจะรู้สึกถึงความย้อนแย้งในวาจาของใคร
นางมิได้สงสัยคำพูดของพ่อค้าทาสผู้นั้นเลยสักนิด
ยามนี้ หญิงสาวได้แต่ภาวนาว่าเมื่อไหร่การโบยตีจะสิ้นสุดลงเสียที
นางผิดที่ใดกระนั้นหรือ?
มิใช่ว่านายน้อยหรือที่ทำผิด?
เขาคิดจะขืนใจนางไม่ใช่หรือไร?
อ้อ...ลืมไป สาวใช้ผู้หนึ่งสมควรยินดีกับการกระทำเช่นนั้น การเป็นที่รักใคร่โปรดปรานของเจ้านายคือหนทางอยู่รอดหนึ่งเดียวของเหล่าบ่าวไพร่ เรื่องนี้ผู้คนเพียรตอกย้ำให้แก่นางที่เป็นเพียงทาสได้รับฟังจนนับครั้งไม่ถ้วน
ทว่าก่อนที่ม่านตาจะหรี่แสง ความมืดจะแผ่ขยาย อนธการย่างกราย ซิงเยว่กลับรู้สึกคล้ายเห็นบุรุษหนุ่มผู้หนึ่ง
เขาผู้นั้นสวมอาภรณ์ผ้าไหมหรูหรากำลังเดินโวยวายเข้ามาทางนาง
“ใครให้เจ้าบังอาจนำตัวนางมาโบย!?”
หลิวไท่หยางคำรามลั่นอย่างโกรธา สายตาคมกล้าบัดนี้คล้ายดาบคมกริบพร้อมปลิดชีวิตผู้คน
ท่วงท่าองอาจยังแสดงออกถึงความเป็นห่วงเป็นใยและหวงแหนต่อนางผู้ถูกโบยปานนั้น
เขาหันไปสั่งจิ้นสิง “นำตัวพ่อบ้านเหิงไปโบยให้หนักแล้วจับขังในคอกหมูหนึ่งเดือน!”
เหิงอันกระอักเลือดจนหมดตัวเนื้อหนังพลันซีดเผือด
วันนี้เป็นวันนรกแตกใช่ไหม?
และแล้วสติของซิงเยว่ก็ดำมืดดับวูบไป ท่ามกลางความกราดเกรี้ยวอันน่ากังขานั้นของหลิวไท่หยาง
หลายวันแล้ว ซิงเยว่ยังคงสลบไสลมิได้สติ
เนื่องจากนางถูกโบยไปหลายทีจนแผ่นหลังบอบบางได้แผลมีเลือดซึม ทั้งเพิ่งฟื้นคืนจากสภาพร่างกายที่เจ็บป่วยในช่วงก่อนหน้าแค่ไม่นาน
นางถูกพาตัวมารักษาในเรือนหลักทางฝั่งตะวันออกของห้องปีกข้างในเรือนพำนัก ซึ่งเป็นที่พักอาศัยแบบส่วนตัวของนายน้อยหลิว
ท่านหมอถูกเชิญตัวมาอย่างเร่งด่วน เพื่อทำการรักษาซิงเยว่ให้ทันท่วงที เรื่องนี้สร้างความตกตะลึงพรึงเพริดให้แก่เหล่าบ่าวไพร่ทั่วทั้งคฤหาสน์
สาวใช้คนงามทั้งหลายที่รอขยับขยายฐานะขึ้นเป็นสาวใช้ห้องข้าง เพื่อได้รับสิทธิ์ติดตามนายน้อยเป็นอนุภรรยาท้ายจวนคหบดีหลิวอันยิ่งใหญ่ในเมืองหลวงถึงขั้นเม้มปาก พวกนางตัวสั่นกัดฟันน้ำตาไหลพรากด้วยความริษยา
นางทาสผู้นั้นมีดีอันใด? นิสัยหรือก็หยาบกระด้าง ผิวพรรณหรือก็หยาบกร้าน ใบหน้าก็มิได้งดงามเท่าใด สายตายิ่งชั่วร้ายปานนั้น มองไม่เห็นมิตรไมตรีสักกะผีก! ไยนายน้อยถึงต้องตาต้องใจขนาดรั้งไว้ข้างกาย?
หรือนางมีดีเรื่องบนเตียง?
ทุกวาจาล้วนเป็นคำถามอันไร้ซึ่งคำตอบโดยสิ้นเชิง...
และหลิวไท่หยางไม่ใส่ใจใครหน้าไหนทั้งนั้น ทุกวัน ภายใต้ใบหน้าหล่อเหลาสง่างามเป็นเอกของเขา มีแต่คำถามซ้ำไปซ้ำมา ถามย้ำแต่เรื่องเดิมๆ
เขาเพียรถามตัวเองตลอดเวลาว่าทั้งๆ ที่นางร้ายกาจปานนั้น เขาที่แค้นเคืองปานนี้ เกลียดชังนางเข้ากระดูกดำยากสั่นคลอน แต่กลับปรารถนาไปเฝ้าไข้นางถึงขอบเตียง อยากป้อนข้าวป้อนยา อยากดูแลนางด้วยตนเองเพื่ออันใด?
เหตุใดนางถึงชอบทำให้คนเป็นห่วงจนนอนไม่หลับ!
ภายในห้องหนังสือรโหฐานอันหรูหราแต่เรียบง่ายอวลบรรยากาศเคร่งขรึม
บุรุษหนุ่มผู้หนึ่งยังคงนั่งนิ่งคงไว้ซึ่งท่วงท่าสุภาพชนเฉกเช่นคุณชายตระกูลใหญ่ ทว่าบนใบหน้าคมคายกลับมีเรียวคิ้วที่ขมวดแน่นไร้วี่แววคลายออกเฉกนักรบคิดกลศึก
